Tokyo Rose , Orphan Ann and Iva Toguri
(4 Jul 1916 – 26 Sep 2006)
ไอวะ โทงุริ เป็นชาวญี่ปุ่นเชื้อสายอเมริกัน-ญี่ปุ่น รุ่นแรกๆในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เธอไม่ได้เป็นลูกครึ่งเพราะมีพ่อหรือแม่เป็นอเมริกัน พ่อแม่ของไอวะเป็นชาวญี่ปุ่นทั้งคู่ แต่้ย้ายมาอยู่ที่ LA และเปิดธุรกิจนำเข้าเล็กๆ และเหมือนกับคนที่ย้ายมาอยู่ต่างประเทศแทบจะทุกคน ครอบครัวโทงุริต้องการที่จะได้เป็น American citizen ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการพยายามทำตัวให้เป็นชาวตะวันตกมากที่สุด ถึงขนาดพยายามไม่ให้ลูกๆเรียนหรือเขียนภาษาญี่ปุ่น
แต่ในที่สุดวันที่ไอวะได้กลับไปเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดของพ่อแม่ก็มาถึง เพราะต้องไปเยี่ยมป้า(หรือน้า หรืออา เนี่ยหล่ะ) ชิซึโกะ ฮัตโตริ ที่นอนป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันสูง และเป็นโชคไม่ดีของเธอที่ในช่วงนั้นสถานการณ์ระหว่างอเมริกาและญี่ปุ่นกำลังตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเธอไปถึงแผ่นดินเกิด สิ่งแรกที่เธอต้องทำก็คือ ปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมคนญี่ปุ่นให้ได้ มันเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ สังคมที่ไม่มีการช่วยเหลือกัน ภาษาญี่ปุ่นที่เธอไม่เคยเรียนรู้มาก่อน (ทั้งๆที่ภายนอกของเธอเหมือนกับชาวญี่ปุ่นทั่วไปเปี๊ยบ) การใช้ตะเกียบ อาหารการกิน ....
สถานการณ์ระหว่างทั้งสองประเทศมีแต่แย่ลงเรื่อยๆ ไอวะกังวลกับปัญหาที่จะอาจจะไปถึงขั้นวิกฤต และเกิดสงครามในไม่ช้า และตัดสินใจกลับ LA "บ้านเกิดของเธอ" แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับเธอ เมื่องานของเธอทำให้เธอต้องพลาดเรือเที่ยวที่ไป LA
และนี่ก็อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของเธอต้องพบกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
หลังจากที่เธอพลาดเรือเที่ยวที่จะกลับ LA ได้ไม่ถึงอาทิตย์ ญี่ปุ่นโจมตี Pearl Harbour ของสหรัฐ หลังจากการโจมตีครั้งนั้น รัฐบาลพยายามให้เธอโอนสัญชาติมาเป็นคนญี่ปุ่น เธอปฏิเสธ และขอเข้ารับการกักตัวเหมือนกับชาวอเมริกันในญี่ปุ่น (Enemy Alien ..แปลว่าไรดีหล่ะ เชลยศึก?? ) แต่รัฐบาลก็ไม่สนใจคำปฏิเสธของเธอ และเธอก็ต้องอยู่ที่บ้านป้าของเธอต่อไป ท่ามกลางความแคลงใจของเพื่อนบ้าน ว่าเธอเป็น "American Spy"
ไอวะต้องทำงานเพื่อที่จะเลี้ยงตัวเองให้รอดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหาทางที่จะกลับ LA ไปด้วยเธอได้พบกับเชลยต่างชาติชาวอเมริกันและออสเตรเลียที่ถูกบังคับให้จัดรายการของฝ่ายรัฐบาลญี่ปุ่น (soooo propaganda สื่อยุคไหนๆก็ตกเป็นเครื่องมือทั้งนั้น) ที่ Radio Tokyo (NHK) และเธอก็ยังให้ช่วยเหลือพวกเขาด้วยการหาอาหาร ยา และเสบียงให้อย่างลับๆ ทั้งๆที่เงินเดือนของเธอนั้นได้เพียงแค่ 150 เยน เท่านั้น (7$ ในตอนนั้น)
ต่อมาเธอได้รับเลือกให้เป็นผู้ทำรายการ เนื่้องจาก Radio Tokyo ต้องการเสียงผู้หญิง และเธอก็พูดภาษาอังกฤษได้ดี ไอวะใช้ชื่อในการทำรายการว่า "Orphan Ann" ในระหว่างการทำรายการเธอก็คอยส่งข้อความลับให้กำลังใจชาวอเมริกัน เพื่อนร่วมดินแดนอันเป็นบ้านเกิดของเธออยู่ตลอด เช่น เธอจะเรียกแทนตัวเองว่า "your 'Number One' enemy." ซึ่งในแสลงของอเมริกันจะหมายความว่า เป็นศัตรูที่ดีที่สุด นั่นก็คือเพื่อนของเหล่าทหาร GI แต่ทางญี่ปุ่นจะเข้าใจว่า เธอประกาศเป็นศัตรูอันดับ 1กับเหล่าทหารชาวอเมริกา
Ann: Hello there, Enemies! How’s tricks? This is Ann of Radio Tokyo, and we’re just going to begin our regular program of music, news and the Zero Hour for our friends–I mean, our enemies!–in Australia and the South Pacific. So be on your guard, and mind the children don’t hear! All set? OK. Here’s the first blow at your morale–the Boston Pops playing ‘Strike Up the Band!’ (Music)
ทหารชาวอเมริกาต่างก็ชอบทั้งบทเพลงภาษาอังกฤษและการพูดของ DJ หญิงสาวที่พวกเขาต่างเรียกเธอว่า "Tokyo Rose" ในรายการ Zero Hour ถึงแม้ว่ารายการนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนใจให้พวกเขาเลิกสู้กับญี่ปุ่นก็ตาม
....
หลังจากนั้นไม่นาน อเมริกาตัดสินใจยุติสงครามด้วยการใช้ระเบิด B-92 ถล่มเกาะฮิโรชิม่า ทำให้ญี่ปุ่นต้องยอมแพ้ เมื่อสงครามได้จบลง นักข่าว 2 คนได้ตามหา "Tokyo Rose" ที่โด่งดังในหมู่ทหารชาวอเมริกา และเสนอที่จะให้เงินรางวัลแก่ผู้ที่รู้ว่า Tokyo Rose เป็นใคร ผู้ที่ทำงานที่ NHK คนหนึ่งเป็นคนบอกพวกเขาว่า ไอวะคือ Tokyo Rose ในตอนแรกนั้น ไอวะปฏิเสธว่าเธอไม่ใช่ Tokyo Rose แต่นักข่าวทั้งสองก็เสนอจะให้เงิน 2000$ แก่เธอ หากเธอยอมให้สัมภาษณ์ ในช่วงเวลาหลังสงครามนั้น เงินเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิต และเธอเองก็พยายามทำทุกทางเพื่อที่จะได้กลับบ้านของเธอ นั่นทำให้เธอตกลงให้สัมภาษณ์ และตกลงเซ็นยอมรับว่าเธอคือ Tokyo Rose
แต่เธอก็ไม่เคยได้รับเงินก้อนนั้น เธอไม่รู้ว่าในขณะนั้นสื่ออเมริกาต่างตีตราว่าเธอเป็นคนทรยศไปแล้ว หลังจากการให้สัมภาษณ์ ทางการอเมริกาจับตัวเธอด้วยข้อหากบฎ และไม่ยอมให้เธอมีทนาย แต่ หลังจากนั้นเธอก็ถูกปล่อยตัวเนื่องจาก FBI ไม่สามารถหาหลักฐานว่า เธอสนับสนุนทางการญี่ปุ่น ด้วยการบอกข้อมูลทางการทหารผ่านการจัดรายการ และเพื่อนๆชาวอเมริกันและออสเตรเลีย ผู้เขียนสคริปให้เธอต่างก็บอกว่า เธอไม่ได้ทำผิดอะไร
edit @ 21 Jul 2008 20:08:03 by Silver







