2008/Jul/21

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Tokyo Rose: They Called Her a Traitor / wikipedia

Tokyo Rose , Orphan Ann and Iva Toguri
(4 Jul 1916 – 26 Sep 2006)

    ไอวะ โทงุริ เป็นชาวญี่ปุ่นเชื้อสายอเมริกัน-ญี่ปุ่น รุ่นแรกๆในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เธอไม่ได้เป็นลูกครึ่งเพราะมีพ่อหรือแม่เป็นอเมริกัน พ่อแม่ของไอวะเป็นชาวญี่ปุ่นทั้งคู่ แต่้ย้ายมาอยู่ที่ LA และเปิดธุรกิจนำเข้าเล็กๆ และเหมือนกับคนที่ย้ายมาอยู่ต่างประเทศแทบจะทุกคน ครอบครัวโทงุริต้องการที่จะได้เป็น American citizen ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการพยายามทำตัวให้เป็นชาวตะวันตกมากที่สุด ถึงขนาดพยายามไม่ให้ลูกๆเรียนหรือเขียนภาษาญี่ปุ่น

    แต่ในที่สุดวันที่ไอวะได้กลับไปเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดของพ่อแม่ก็มาถึง เพราะต้องไปเยี่ยมป้า(หรือน้า หรืออา เนี่ยหล่ะ) ชิซึโกะ ฮัตโตริ ที่นอนป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันสูง และเป็นโชคไม่ดีของเธอที่ในช่วงนั้นสถานการณ์ระหว่างอเมริกาและญี่ปุ่นกำลังตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเธอไปถึงแผ่นดินเกิด สิ่งแรกที่เธอต้องทำก็คือ ปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมคนญี่ปุ่นให้ได้ มันเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ สังคมที่ไม่มีการช่วยเหลือกัน ภาษาญี่ปุ่นที่เธอไม่เคยเรียนรู้มาก่อน (ทั้งๆที่ภายนอกของเธอเหมือนกับชาวญี่ปุ่นทั่วไปเปี๊ยบ) การใช้ตะเกียบ อาหารการกิน ....

    สถานการณ์ระหว่างทั้งสองประเทศมีแต่แย่ลงเรื่อยๆ ไอวะกังวลกับปัญหาที่จะอาจจะไปถึงขั้นวิกฤต และเกิดสงครามในไม่ช้า และตัดสินใจกลับ LA "บ้านเกิดของเธอ" แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับเธอ เมื่องานของเธอทำให้เธอต้องพลาดเรือเที่ยวที่ไป LA

    และนี่ก็อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของเธอต้องพบกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

    หลังจากที่เธอพลาดเรือเที่ยวที่จะกลับ LA ได้ไม่ถึงอาทิตย์ ญี่ปุ่นโจมตี Pearl Harbour ของสหรัฐ หลังจากการโจมตีครั้งนั้น รัฐบาลพยายามให้เธอโอนสัญชาติมาเป็นคนญี่ปุ่น เธอปฏิเสธ และขอเข้ารับการกักตัวเหมือนกับชาวอเมริกันในญี่ปุ่น (Enemy Alien ..แปลว่าไรดีหล่ะ เชลยศึก?? ) แต่รัฐบาลก็ไม่สนใจคำปฏิเสธของเธอ และเธอก็ต้องอยู่ที่บ้านป้าของเธอต่อไป ท่ามกลางความแคลงใจของเพื่อนบ้าน ว่าเธอเป็น "American Spy"

    ไอวะต้องทำงานเพื่อที่จะเลี้ยงตัวเองให้รอดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหาทางที่จะกลับ LA ไปด้วยเธอได้พบกับเชลยต่างชาติชาวอเมริกันและออสเตรเลียที่ถูกบังคับให้จัดรายการของฝ่ายรัฐบาลญี่ปุ่น (soooo propaganda สื่อยุคไหนๆก็ตกเป็นเครื่องมือทั้งนั้น) ที่ Radio Tokyo (NHK) และเธอก็ยังให้ช่วยเหลือพวกเขาด้วยการหาอาหาร ยา และเสบียงให้อย่างลับๆ ทั้งๆที่เงินเดือนของเธอนั้นได้เพียงแค่ 150 เยน เท่านั้น (7$ ในตอนนั้น)

    ต่อมาเธอได้รับเลือกให้เป็นผู้ทำรายการ เนื่้องจาก Radio Tokyo ต้องการเสียงผู้หญิง และเธอก็พูดภาษาอังกฤษได้ดี ไอวะใช้ชื่อในการทำรายการว่า "Orphan Ann" ในระหว่างการทำรายการเธอก็คอยส่งข้อความลับให้กำลังใจชาวอเมริกัน เพื่อนร่วมดินแดนอันเป็นบ้านเกิดของเธออยู่ตลอด เช่น เธอจะเรียกแทนตัวเองว่า "your 'Number One' enemy." ซึ่งในแสลงของอเมริกันจะหมายความว่า เป็นศัตรูที่ดีที่สุด นั่นก็คือเพื่อนของเหล่าทหาร GI แต่ทางญี่ปุ่นจะเข้าใจว่า เธอประกาศเป็นศัตรูอันดับ 1กับเหล่าทหารชาวอเมริกา

 

    Ann: Hello there, Enemies! How’s tricks? This is Ann of Radio Tokyo, and we’re just going to begin our regular program of music, news and the Zero Hour for our friends–I mean, our enemies!–in Australia and the South Pacific. So be on your guard, and mind the children don’t hear! All set? OK. Here’s the first blow at your morale–the Boston Pops playing ‘Strike Up the Band!’ (Music)

    ทหารชาวอเมริกาต่างก็ชอบทั้งบทเพลงภาษาอังกฤษและการพูดของ DJ หญิงสาวที่พวกเขาต่างเรียกเธอว่า "Tokyo Rose" ในรายการ Zero Hour ถึงแม้ว่ารายการนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนใจให้พวกเขาเลิกสู้กับญี่ปุ่นก็ตาม

.... 

 

    หลังจากนั้นไม่นาน อเมริกาตัดสินใจยุติสงครามด้วยการใช้ระเบิด B-92 ถล่มเกาะฮิโรชิม่า ทำให้ญี่ปุ่นต้องยอมแพ้ เมื่อสงครามได้จบลง นักข่าว 2 คนได้ตามหา "Tokyo Rose" ที่โด่งดังในหมู่ทหารชาวอเมริกา และเสนอที่จะให้เงินรางวัลแก่ผู้ที่รู้ว่า Tokyo Rose เป็นใคร ผู้ที่ทำงานที่ NHK คนหนึ่งเป็นคนบอกพวกเขาว่า ไอวะคือ Tokyo Rose ในตอนแรกนั้น ไอวะปฏิเสธว่าเธอไม่ใช่ Tokyo Rose แต่นักข่าวทั้งสองก็เสนอจะให้เงิน 2000$ แก่เธอ หากเธอยอมให้สัมภาษณ์ ในช่วงเวลาหลังสงครามนั้น เงินเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิต และเธอเองก็พยายามทำทุกทางเพื่อที่จะได้กลับบ้านของเธอ นั่นทำให้เธอตกลงให้สัมภาษณ์ และตกลงเซ็นยอมรับว่าเธอคือ Tokyo Rose

    แต่เธอก็ไม่เคยได้รับเงินก้อนนั้น เธอไม่รู้ว่าในขณะนั้นสื่ออเมริกาต่างตีตราว่าเธอเป็นคนทรยศไปแล้ว หลังจากการให้สัมภาษณ์ ทางการอเมริกาจับตัวเธอด้วยข้อหากบฎ และไม่ยอมให้เธอมีทนาย แต่ หลังจากนั้นเธอก็ถูกปล่อยตัวเนื่องจาก FBI ไม่สามารถหาหลักฐานว่า เธอสนับสนุนทางการญี่ปุ่น ด้วยการบอกข้อมูลทางการทหารผ่านการจัดรายการ และเพื่อนๆชาวอเมริกันและออสเตรเลีย ผู้เขียนสคริปให้เธอต่างก็บอกว่า เธอไม่ได้ทำผิดอะไร

 

 

 

 

ไอวะตอนให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว
 
    ในระหว่างที่เธอถูกขังอยู่ แม่ของเธอได้เสียชีวิตลง และครอบครัวของเธอก็ย้ายจากค่ายกักตัวไปยังชิคาโก เธอพยายามจะกลับบ้านอย่างที่เธอต้องการตั้งแต่ก่อนที่สงครามจะได้เริ่มขึ้น แต่ด้วยความบกพร่องในเรื่องของเอกสารในญี่ปุ่น ทำให้เธอไม่สามารถทำ passport ได้   
    แม้ว่าสามีของเธอซึ่งเป็นชาวโปรตุเกสจะเสนอให้เธอโอนสัญชาติเป็นคนโปรตุเกส แต่เธอก็ปฏิเสธที่จะเปลี่ยนสัญชาติของเธอไปจากอเมริกัน เธอต้องรอเป็นเวลากว่าปี กว่าจะได้รับ passport จากทางการอเมริกา ในระหว่างนั้นข่าวการกลับไปยังอเมริกาทำให้เกิดเสียงคัดค้านขึ้น อีกทั้ง คอลัมนิสต์ใหญ่ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งตีข่าวเพื่อปลุกกระแสให้เธอมารับการตัดสินความผิดที่อเมริกา

 
    ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้า ทั้งลูกชายของเธอได้เสียชีวิต เสียงของสื่อในอเมริกาและแรงกดดันทางการเมือง เป็นเหตุที่ทำให้เธอถูกจับกุมอีกครั้งด้วยข้อหา "มีพฤติกรรมกบฎ" เพราะมีข้อกล่าวหาที่ว่า เธอพยายามจูงใจให้ทหาร GI วางปืน และ เธอเต็มใจที่ปักหลักอยู่ที่ญี่ปุ่นเพื่อทำรายการวิทยุให้ทางรัฐบาลญี่ปุ่น
 
    ในช่วงเวลานั้น คดีนี้เป็นคดีที่ใช้เงินมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์สหรัฐในขณะนั้น (มากกว่า 750,000$) เนื่องจากทางการต้องพาพยานมาจากญี่ปุ่น ทั้งเพื่อน และทหาร GI หลายคน ต่างให้การว่า ไม่เคยได้ยินเธอพูดในระหว่างทำรายการ ดังที่ข่าวลือว่าเธอทรยศนั้นกล่าวไว้
 
    และถึงแม้ว่าเทปบันทึกรายการเป็นกล่องจะถูกนำมาเป็นหลักฐาน แต่เทปเหล่านั้นก็ไม่เคยถูกเปิดในศาล ..........
 
    หนังสือพิมพ์ต่างประโคมข่าวว่าเธอนั้นดูเครียดและ ทรุดโทรม จากการที่ต้องให้การในศาลเกี่ยวกับการทรยศของเธอ แต่เหล่าลูกขุนก็ต้องแปลกใจกับข่าว เพราะในความจริงนั้น เธอไม่เคยกังวลและยังมั่นใจว่า เธอไม่เคยทรยศบ้านเกิดของเธอ เธอถูกตัดสินด้วยเสียง 9 ใน 10 ว่าไม่มีความผิด แต่หลังจาก 80 ชม ต่อมาทุกคนก็ต้องตกตะลึงกับการตัดสินครั้งใหม่ ว่า เธอมีความผิด ด้วยเสียง 8 ต่อ 1 (...หายไปไหน 1 วะ) เนื่องจากว่า เธอเคยพูดถึงการจมของเรือรบอเมริกาในน่านน้ำของฟิลิปปินส์ (แต่เอาเข้าจริงๆมันเรือญี่ปุน่ต่างหากที่จม) เธอถูกตัดสินให้จำคุก 10 ปี และถูกปรับเป็นจำนวน 100,000$
 
    ในภายหลังผู้พิพากษา Michael Roche ก็ได้ออกมายอมรับว่า เขานั้นมีอคติกับเธอมาตั้งแต่ตอนเริ่มตัดสินคดีแล้ว (....)
 

 
    ชีวิต 6 ปีของเธอในคุกนั้น( -4 ปีแล้วไปติดทัณฑ์บนแทน เพราะเป็นนักโทษชั้นดี) ครอบครัวของเธอก็มาเยี่ยมเธออยู่เรื่อยๆ แต่สามีของเธอกลับไม่มีโอกาส เพราะถูกห้ามเข้าอเมริกาหลังจากการให้การในชั้นศาลในคดีของเธอ สุดท้ายเธอกับสามีก็ต้องหย่ากันในที่สุด
    ในปี 1956 ไอวะได้รับการปล่อยตัว แต่เธอก็พบว่าเธอต้องออกมาสู้สุดชีวิตกว่า 2 ปีในศาล เพื่อไม่ให้ ทางการอเมริกานั้นสั่งให้เธอออกจากประเทศ และต่ิอมาในปี 1976 โจทก์ผู้ให้ความซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องถูกตัดสินว่าผิดของเธอทั้งสองคนถอนคำให้การที่เคยให้ไว้ในคดี โดยบอกว่า พวกเขาถูกบังคับว่าห้ามพูดอะไร และต้องพูดอะไร ก่อนหน้าที่การตัดสินจะเริ่มขึ้นโดย FBI และตำรวจ
    และในรายการ 60 minutes หัวหน้าคณะลูกขุนในคดีของเธอได้ออกมากล่าวว่า เขาเชื่อว่าเธอนั้นไม่มีความผิด ตั้งแต่แรก และเขาเองน่าจะเชื่อมั่นในความคิดนั้นของเขาตั้งแต่แรก
 
    สิ่งเหล่านั้นทำให้ในปีต่อมา ประธานาธิบดีของอเมริกา Gerald Ford ออกมาขอโทษไอวะอย่างเป็นทางการ ในวันสุดท้ายในตำแหน่งของเขา การขอโทษในครั้งนั้นทำให้เธอได้สิทธิในการเป็น citizen กลับมาอีกครั้ง
 
    เธอมีชีวิตต่อมาอย่างสงบสุข ทำธุรกิจร้านขายของนำเข้าเล็กๆที่ครอบครัวของเธอเคยทำ
...จนกระทั่งวันที่ 15 มกราคม 2006 คณะกรรมการ World War II Veterans Committee ตัดสินให้เธอได้รับรางวัล Edward J Herlihy Citizenship Award ประจำปี โดยให้ความเห็นว่า "จิตวิญญาณ และความรัก ที่เธอมีให้ต่ออเมริกานั้นเป็นตัวอย่าง ที่เธอทำให้่ชาวอเมริกาเพื่อนร่วมแผ่นดินเกิดของเธอได้ประจักษ์"
โดยไอวะให้การสัมภาษณ์แก่สื่อฉบับหนึ่งว่า นี่เป็นวันที่น่าจดจำที่สุดในชีวิตของเธอ
 
    หลังจากที่เธอได้รับรางวัล ไม่กี่เดือนถัดมา เธอได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเนื่องด้วยโรคชราในวันที่ 26กันยายน 2006 ไม่ใช่ในฐานะผู้ทรยศต่อชาติ ดั่งที่ นสพ และผู้คนในอดีตเคยตีตราไว้ แต่ในฐานะ Tokyo Rose กุหลาบแห่งโตเกียว อันเป็นที่รักของเหล่าทหารอเมริกาในสงครามครั้งนั้น
 
 
 ___________________________________________________________
 
 
  
แปลนานมากก เพราะข้อมูลบางที่ตรงนู้นก็ดี แต่ตรงนี้ไม่ได้เรื่อง เลยต้องเอามาปะติดปะต่อกัน อืม จริงๆไม่อยากลงทุนแปลหรอกนะ มีงานการให้ทำ สุมหัวอยู่ T_T
แต่สุดท้ายก็แปลจนได้... orz ยาวมากกก
จริงๆเล่ามายืดยาว ประเด็นหลักในการที่เอาประวัติของเธอคนนี้มาแปลมี 1 อย่างแค่นั้นเองนั่นหล่ะ
 
ไม่ว่ายุคไหน...
สื่อ คืออาวุธอันตรายที่สามารถฆ่าใครก็ได้ ไม่ว่าความจริงจะเป็นแบบไหนก็ตาม..
 
 
....เนอะ


edit @ 21 Jul 2008 20:08:03 by Silver

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อย่างน้อยผู้หญิงคนนี้ก็โชคดี ที่มีโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

เร็ว ๆ นี้ประวัติของเธอจะสร้างเป็นหนัง เพื่อตีแผ่ความจริงใหม่อีกครั้งว่าความจริงคืออะไร
#1  by  nighty At 2008-07-21 20:08, 
ขยันแปลจังแฮะ
#2  by  angelsong At 2008-07-21 20:20, 
น้องชายขยันจริง...แต่ชีวิตพี่แกช่าง...เหนื่อยดีจริงๆsad smile
#3  by  เจ้าชายฝึกหัด At 2008-07-21 20:34, 
คับแค้นสื่อขนาดนั้นเลยหรอซิล.. สื่อมันก็หมุนไปตามเงินคนสปอนเซอร์น่ะแหละ..
#4  by  EDS At 2008-07-21 21:22, 
เพิ่งอ่านมาวานซืนนี่เอง... ตรงกับเหตุการณ์ปัจจุบันดีจัง

วันหน้า เอาลุงนวมทองมาลงด้วยสิ
#5  by  OldPoem At 2008-07-22 02:31, 
sad smile
#6  by  Blood Lust Vampyre (::[o]::) At 2008-07-22 06:45, 
อ่านจนจบ...

เห็นด้วยนะ สื่อเป็นอาวุธที่ร้ายแรงที่สุด... ไม่ได้มาฆ่าเอาเลือดเอาเนื้อเรา แต่ฆ่าได้ถึงจิตใจของเรา ถ้าใจสู้ไม่พอ แย่...

ยังไงก็รู้สึกยินดีกับเขา ที่สุดท้ายแล้วก็มีความสุขในบั้นปลายนะ
#7  by  gamboom At 2008-07-26 03:31, 

<< Home